เมืองแห่งอารายธรรมโบราณกว่า 2000 ปี เมืองที่สร้างจากหินสีน้ำผึ้งเป็นเอกลักษณ์ เมืองที่รองรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เมืองที่ UNESCO จัดให้เป็น 'มรดกโลก' เมืองแห่งสปายุคโรมัน และบ่อน้ำพุร้อนแห่งเดียวในประเทศอังกฤษ เมืองที่เห็นหุบเขาเล็กๆ กับหญ้าสีเขียวที่พาดยาวดูเหมือนพรมไร้ขอบ
"สวย สบายตา เขียวดีจัง" ออร์แกนคิดในใจ
ออกเดินทางกับทัวร์ของ ITT ด้วยเป้สีดำใบใหญ่ ดูเหมือนจะมีแต่ออร์แกนกับคุณป้าอีกคนหนึ่งที่เป็นชาวเอเชีย เพื่อนร่วมทัวร์เป็นชาวอเมริกันกันหมด
การเดินทาง 4 ชั่วโมงจากภาคตะวันออกของประเทศอังกฤษ ไปเกือบสุดขอบคือภาคตะวันตกเฉียงใต้ มันช่างยาวนานแต่ถ้าคิดอีกอย่าง ระยะเวลาแค่นี้ถือว่าสั้นมากสำหรับการข้ามไปอีกฝั่งของประเทศ
ออร์แกนกำลังจะไปเมืองที่ได้ยินเค้าล่ำลือกันว่าสวยนัก เมืองที่ว่านั่นคือ เมือง Bath (City of Bath) นั่นเอง
'เมืองอาบน้ำ' เมืองอะไรน้าชื่อน่ารักดี
เมื่อถึงจุดหมายเราได้ไกด์นำทางชาวอังกฤษ บรรยายความเป็นมาของเมือง
เมืองบาธ (City of Bath) อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ ถ้าใครรู้จัก Bristol เมืองนี้ห่างกันแค่ 21 กิโลเมตรเองค่ะ เป็นเมืองท่องเที่ยว แล้วเพราะเหตุใดเมืองนี้ถึงดึงดูดนักท่องเที่ยวถึง 3.8 ล้านคนต่อปี
เมืองนี้เคยเป็นสปาของชาวโรมันซึ่งมีอายุกว่า 2000 ปี มีสถาปัตยกรรมหลายสมัยโดยเฉพาะช่วงศตวรรษที่ 18 (สมัยพระนางเจ้าวิคตอเรีย) ทิวทัศน์ที่สวยงามที่มีแม่น้ำเอวอน (River Avon) พาดผ่าน และแน่นอนที่สุด โบราณสถานถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ถึงแม้ว่าอาจจะมีบางส่วนที่พังสลายไปตามกาลเวลา และผลจากสงครามโลกก็ตาม
มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 80,000 คน (หมายเหตุ : ข้อมูลจาก Wikipedia) 85,000 (หมายเหตุ : ข้อมูลจากไกด์นำเที่ยว)
ดูจากตัวบ้านหินสีน้ำผึ้งเป็นหินจากตัวเมืองเลย คนสร้างหนังชอบใช้เมืองนี้ถ่ายทำแทนลอนดอน เพราะสภาพตึกรามบ้านช่องยังคล้ายของเดิม ตัวเมืองที่ไม่วุ่นวาย ปิดถนนได้ง่าย เช่นเรื่อง Vanity Fair ที่ Reese Witherspoon เป็นนางเอก ก็ถ่ายทำกันที่นี่ล่ะค่ะ แค่เอาพื้นถนนแบบสมัยก่อนมาวางทับ ก็เนรมิตให้กลายเป็นฉากสมัยก่อนได้แล้ว
เดินไม่นานนักก็มาถึงสถานที่สำคัญในยุคต้นสมัยใหม่ อันที่จริงเมืองบาธเดินทัวร์ก็ดูได้รอบเมืองแล้ว หรือใครชอบความเร็วจะเช่าจักรยานก็ได้
Royal Crescent อันที่จริงเป็นตึกยาวครึ่งวงกลม เห็นตึกเก๋ๆ แบบนี้ไม่น่าเชื่อว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ 1767 โดย John Wood คุณจอนห์นี่เค้าสร้างตึกไว้ที่นี่เยอะเลย อยากทราบว่าสถาปัตยกรรมแบบ Georgian เป็นยังไง ให้ดูตึกนี้เป็นตัวอย่าง
(สถาปัตยกรรมแบบ Georgian นี่ เป็นแบบบ้านทั้งในอังกฤษเอง และประเทศที่เป็นอาณานิคมทั้งหลายด้วย อเมริกาก็มีบ้านแบบคล้ายๆ กัน)
ตึกนี้เมื่อสมัยก่อนเป็นที่พักมี 30 บ้านเลยทีเดียว ปัจจุบันบ้านหลังที่หนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ไปเรียบร้อยแล้ว
ด้านหน้าของ Royal Crescent เห็นขอบหญ้าโค้งๆ สีเขียวเข้มนั่นไม๊คะ นั่นเป็นกำแพงนะ เค้าเรียกว่า Ha-ha wall เมื่อก่อนมีคนทำฟาร์มทำอยู่ก็มองเห็นคนในตึก ทีนี้คนในตึกเค้าอยากได้ความเป็นส่วนตัว เลยทำเป็นกำแพงซะ (ขุดดินด้านล่างออก) เวลามองขึ้นมาจะได้มองไม่เห็นคน ฉลาดดีไม๊
ไกด์ให้เวลาเราถ่ายรูปพักหนึ่งเธอพาพวกเรา ไปยังบ้านพักซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้ ออกแบบโดยคุณ John Wood อีกแล้ว
ตรงนี้เค้าเรียกว่า The Circus ที่เห็นนี่แค่เสี้ยวเดียวค่ะ อันที่จริงเป็นวงกลมรอบเลย ตรงกลางมีต้นไม้ใหญ่ ช่วงสงครามโลกที่แห่งนี้โดนลูกหลงกับเค้าเหมือนกัน แต่ชาวบ้านเชื่อว่าที่ตึกไม่ถล่มเพราะต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง
อย่างที่บอกเมืองนี้เป็นเมืองท่องเที่ยวบ้านที่เห็นอยู่นี่ คือบ้านพักตากอากาศค่ะเมื่อสมัย 200 กว่าปีนี่ไม่มีห้องน้ำนะ เวลาจะอาบน้ำทีต้องมีคนส่งน้ำ อาบเสร็จก็มาเอาน้ำที่ใช้แล้วไปทิ้ง
คุณ John Wood ออกแบบได้ละเอียดดีเชียว แม้กระทั่งขอบตึกยังมีสัญลักษณ์ที่ไม่เหมือนกันเลยกว่า 500 สัญลักษณ์
โคมไฟหน้าบ้าน เวลากลางคืนเค้าจะออกมาคุยกันตรงหน้าประตู
อากาศเริ่มอุ่นขึ้น ขาออร์แกนก็ไม่สั่นอีกต่อไป ไกด์พาเราผ่านจุดสำคัญอีกที่นั่นคือ The Fashion Museum
แสดงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันเลย 200 กว่าปีที่ผ่านมาที่ตรงนี้เป็นเหมือนสโมสร แต่ก่อนคนชอบกินเลี้ยงกันที่บ้าน ผู้ว่าท่านอยากให้คนออกมาสังสรรค์กันเป็นหมู่คณะ ก็เลยทำที่ตรงนี้เป็นห้องบอลรูม ไว้เต้นรำกัน
ผู้คนที่หนาตาขึ้น นั่นหมายถึงเราเข้าไปยังใจกลางเมือง ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งนั่นเอง
พูดถึงค่าที่อยู่อาศัยในเมืองบาธ ถือเป็นน้องๆ ลอนดอนเลยค่ะ เวลาเช่าหรือซื้อบ้านต้องติดต่อเอเจนซี่หรือเว็บไซต์อย่างเดียว เค้าจะไม่มีป้ายประกาศติดตามบ้านเหมือนอเมริกาน้า
เห็นความงามแบบนี้แล้วทำให้ออร์แกนเกิดแรงบันดาลใจ ที่จะไปสำรวจประเทศเพื่อนบ้านอย่างฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน กรีซ เร็วๆจัง สถานที่และวัฒนธรรมบอกความเป็นมาของประเทศนั้นได้อย่างดี
และแล้วก็มาถึงใจกลางเมือง เมืองนี้เคยเป็นที่พักของคุณลุง คุณป้าที่เกษียณกัน แต่ก่อนก็เงียบค่ะ หลังมีมหาวิทยาลัยมาเปิด เลยคึกคักกันเพราะนักศึกษานี่ล่ะ :-)
ลมโชยมาเป็นพักๆ ต้นไม้ที่นี่เริ่มผลิใบรับ Spring แล้ว
ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือคลองยาวไปสุดลูกตา นั่นคือ Pulteney Weir
มีสะพานพาดผ่าน สะพานนั้นคือ Pulteney Bridge เป็นสะพานหนึ่งในสี่ของโลกที่มีร้านค้ากลางสะพานเลย ไม่ว่าจะเป็นร้านดอกไม้ ร้านขายน้ำ
คลองนี้เชื่อมต่อกับแม่น้ำเอวอน (Avon River) ซึ่งแม่น้ำเอวอนเชื่อมมาจากแม่น้ำเธมส์ มีเรือเดินทางจากบริสตอล (Bristol) สู่ลอนดอนด้วยค่ะ
ข้างคลองเราจะเห็นสวนสวย ในสไตล์วิคตอเรียน สวนยุคนี่เค้าน่ารักดีค่ะ อากาศช่วงกรกฎาคม-สิงหาคมเป็นช่วงที่ร้อนสุด คือประมาณ 21 องศาเซลเซียส กำลังดีเหมาะแก่กิจกรรมนอกบ้าน
เห็นหนุ่มๆ สาวๆ รวมถึงครอบครัวนอนราบไปกับหญ้าเลย หญ้าที่นี่เขียวสดเหมือนพรมเลยจริงๆ ไม่ต่างอะไรกับสมัยก่อนค่ะ คนสมัยนั้นก็มานอนเล่นแบบนี้เหมือนกัน นึกภาพคนใส่กระโปรงสุ่มยาวในสมัยวิคตอเรียแล้ว อยากมีเครื่องย้อนเวลาบ้างจัง เมืองนี้เค้ามีเทศกาลดนตรีโลกจัดขึ้นทุกปีด้วยค่ะ
จบแล้วสำหรับวันนี้ ใช้เวลาอัพประมาณครึ่งวันได้ จ๊าก เดี๋ยวออร์แกนจะอัพ Roman Baths ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยก็ว่าได้พรุ่งนี้ค่ะ
References: o Darwin Porter& Danforth Prince (2008). Frommer's England 2008 : Bath Sights&Attractions (p. 368-371). ISBN : 978-0-470-13819-9. o http://en.wikipedia.org/wiki/Bath,_Somerset o http://en.wikipedia.org/wiki/Royal_Crescent o http://en.wikipedia.org/wiki/Kennet_and_Avon_Canal o http://en.wikipedia.org/wiki/Pulteney_Bridge
Note: o หากเพื่อนๆ หรือคนไหนที่ผ่านเข้ามาอ่านแล้วอยากเพิ่มเติมข้อมูล หรือข้อมูลผิดพลาดตรงไหน ขอความกรุณาช่วยแจ้งมากับคอมเม้นต์ด้วยค่ะ ถ้าได้แหล่งข้อมูลมากำกับด้วยจะขอบคุณมากๆ เลย ออร์แกนหวังว่าคงเป็นประโยชน์กับคนที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับเมืองนี้อย่างคร่าวบ้าง ต้องขอบคุณไกด์นำเที่ยวชาวอังกฤษ หนังสือ และข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตด้วย